หัวเว็บเพจ tenses(A) หน้า2 ภาพ1หัวเว็บเพจ tenses(A) หน้า2 ภาพ2
หัวเว็บเพจ tenses(A) หน้า2 ภาพ3หัวเว็บเพจ tenses(A) หน้า2 ภาพ4
หัวเว็บเพจ tenses(A) หน้า2 ภาพ5animation เก่งไวยากรณ์ tenses(A) หน้า2 ภาพ6หัวเว็บเพจ tenses(A) หน้า2 ภาพ7
ปุ่มหน้าแรก ปุ่มเกี่ยวกับเรา ปุ่มเก่งไวยากรณ์ ปุ่มเก่งบทสนทนา ปุ่มภาษาอังกฤษเป็นเรื่องสนุก ปุ่มการเพิ่มทักษะภาษาอังกฤษ ปุ่มติดต่อเรา
 

p_ten(1)tenses(A)
p_ten(2)tenses(B)
p_mo_vmodal verbs
p_inf_redyquestion tag
p_inf_redyinfinitive
    แบบสำเร็จรูป
p_infi_bulinfinitive
    แบบสร้างเอง
p_pre_parpresent participle
p_gerugerund
p_pas_parpast participle
p_prepopreposition
p_ofuการใช้คำบุพบท of
    และ 's
p_if_senif-sentence
p_g_adjeกลเม็ดเก่ง adjective
    clause
p_advกลเม็ดเก่ง
    adverb clause
p_g_indireกลเม็ดเก่ง
    noun clause
p_g_indirกลเม็ดเก่ง indirect
    speech
p_u_thi_thaการใช้ this,that
p_u_itการใช้ it
p_u_thereการใช้ there


หน้า 2: TENSES(A)                                                                           วงกต จันทพานิช


5. FUTURE SIMPLE TENSE ปุ่มลิ้งค์ไป facebook

    There are 4 tricks of using Future Simple:

   
1. We use ‘will’ to give ‘information that will happen in the future’ to someone.

    มีกลเม็ดอยู่ กลเม็ดในการใช้ future simple ดังนี้

    ๑. เราใช้ ‘will’ เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดย ‘will’ จะมีความหมายตรงกับคำว่า ‘จะ’ ในภาษาไทย เช่น:

She will come.

The dog will follow her as usual.

We will send this message to you.

They will catch the next train.

It will happen someday.

There will be rain.

Our market share will grow after we launch our new products.

    –Keep the handlebar straight ahead or you will lose you balance.
       จับแฮนด์จักรยานให้ตรงไปข้างหน้า...มิฉะนั้นเธอจะเสียการทรงตัวได้

    การใช้ ‘will’ เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนี้ มักเป็นที่นิยม
ใช้ เนื่องจากใช้ง่าย และสถานการณ์ต่างๆในอนาคตก็มักจะเข้าทางการใช้ ‘will’ อยู่บ่อยๆ

    นอกจากนี้เรายังสามารถใช้ will ในกรณีที่เราตัดสินใจที่จะทำบางสิ่งขึ้นมาอย่างปัจจุบัน
ทันด่วน
ได้ เช่น

    –Bye, oh, I will phone you.
      สวัสดีนะ...อ้อ...แล้วจะโทรไปหานะ

    –I think I will start reading this book.
      ฉันคิดว่าฉันจะเริ่มอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วล่ะ

    A: How about this stuff?
         แล้วของพวกนี้จะทำอย่างไรดี?
    B: Let me see. I will keep it in the box.                
         ขอคิดหน่อย...ฉันจะเก็บมันไว้ในกล่องก็แล้วกัน

    2. We use ‘present continuous with adverb of future time’ to tell that we ‘plan to do something in the future’.

   
๒. เราใช้ ‘present continuous’ เพื่อแสดงว่าเรา ‘วางแผนที่จะทำบางสิ่ง
ในอนาคต’ โดยมักใช้ร่วมกับ ‘วิเศษณ์แสดงเวลาในอนาคต’ เช่น:

We are buying it tomorrow.

เราวางแผนที่จะซื้อมันพรุ่งนี้

I’m calling you later. Bye.

ดิฉันวางแผนที่จะโทรหาคุณวันหลัง สวัสดีนะคะ

She is coming at five o’clock.

เจ้าหล่อนวางแผนที่จะมาตอนห้าโมง

I am sending this message to you after I have read it.

ผมวางแผนที่จะส่งข้อความนี้ให้คุณหลังจากที่ผมได้อ่านมันแล้ว


๒.๑  การใช้ present continuous เพื่อแสดงถึงสิ่งที่ ‘กำลังจะ’ เกิดขึ้น

           เราสามารถใช้ present continuous เพื่อแสดงว่า ‘บางสิ่งกำลังจะเกิดขึ้นใน
    อีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า’ โดยเฉพาะการใช้กับคำกริยาที่แสดงการเคลื่อนไหวต่างๆ เช่น
    go, come, leave และ move เป็นต้น ดังประโยคตัวอย่างต่อไปนี้

           –The bus is leaving.
               รถโดยสารกำลังจะออกแล้ว

           –They are moving.
               พวกเขากำลังจะเคลื่อนออกไปแล้ว

           –Are you coming?
               เธอกำลังจะมาหรือไม่ล่ะ?

    3. We use ‘be going to + infinitive’ to tell that we ‘have intention of doing something in the future’.

   
๓. เราใช้ ‘be going to + infinitive’ เพื่อแสดงว่าเรา ‘ตั้งใจที่จะทำบาง
สิ่งในอนาคตโดยได้มีการตัดสินใจไว้ล่วงหน้าแล้ว’ ดังนี้:


      –I am going to buy it.
        
ฉันตั้งใจที่จะซื้อมัน
 
    การใช้ be going to + infinitive จะแตกต่างจากการใช้ will ในแง่ที่ว่า be going
to + infinitive เป็นความตั้งใจที่เป็นการตัดสินใจไว้ล่วงหน้าแล้ว ส่วน will เป็นการตัด
สินใจแบบปัจจุบันทันด่วน ดังนี้ I’m going to buy it. = ตัดสินใจล่วงหน้ามาแล้วว่า
จะซื้อ ส่วน I will buy it. = เห็นปุ๊บตัดสินใจซื้อทันที


    ลองดูประโยคตัวอย่างอื่นๆของ ‘be going to + infinitive’ ต่อไปครับ

       –I’m going to call you later. Bye.
        
ดิฉันตั้งใจที่จะโทรหาคุณวันหลัง สวัสดีนะคะ

She is going to come at five o’clock.

เจ้าหล่อนตั้งใจที่จะมาตอนห้าโมง

       A: How about the lunch, boss?
            เรื่องอาหารกลางวันเอาอย่างไรดีครับ...หัวหน้า?
       B: I’m going to order it on delivery.
            ผมตั้งใจจะสั่งให้ร้านเอามาส่งให้

    และเราสามารถใช้ ‘present continuous แสดงเวลาในอนาคต’ และ ‘be going to
+ infinitive’ แทนที่กันได้ โดยมีความหมายแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย ดังนี้:

       –I am sending this message to you after I have read it.                                    ผมวางแผนที่จะส่งข้อความนี้ให้คุณหลังจากที่ผมได้อ่านมันแล้ว
       –I am going to send this message to you after I have read it.              ผมตั้งใจที่จะส่งข้อความนี้ให้คุณหลังจากที่ผมได้อ่านมันแล้ว


    ๓.๑ การใช้ be going to เพื่อคาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคตที่เราแน่ใจ
         ว่าจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

           เมื่อเราเห็นว่าเหตุการณ์ที่อยู่ตรงหน้าเรามีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เช่น         เราเห็นเพื่อนเรากำลังหัดขี่จักรยานอยู่ ทันใดนั้น จักรยานก็เริ่มเป๋ไปเป๋มาทำท่าจะล้มแน่ๆ
    เราก็สามารถตะโกนเตือนเพื่อนเรา
ด้วย be going to + infinitive ได้ทันที ดังนี้     

           –Look out! You are going to lose you balance.
              ระวัง! เธอกำลังจะเสียการทรงตัวแน่ๆเลย

           อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นการคาดการณ์ทั่วๆไปที่ไม่เน้นว่าจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
    เราสามารถใช้ will ได้ ดังที่ได้กล่าวไปแล้วในข้อที่ ๑ ดังนี้    

           –You will lose you balance.
               
เธอจะเสียการทรงตัวได้

    4. We use ‘present simple’ to tell that ‘timetable, schedule, program
or plan are formally fixed to happen in the future’.


    ๔. เราใช้ ‘present simple’ เพื่อแสดงว่า ‘ตารางเวลา, กำหนดการ, แผนงานได้ถูก
กำหนดไว้อย่างเป็นทางการให้เกิดขึ้นในอนาคต’ เช่น:

Tomorrow is my first working day.

ตามกำหนดการ...พรุ่งนี้คือวันทำงานวันแรกของผม

Bus leaves the terminal every fifteen minutes.

ตามกำหนดการ...รถโดยสารจะออกจากสถานีทุกๆ 15 นาที

The next bus leaves at one-fifteen.

ตามกำหนดการ...รถเที่ยวต่อไปจะออกเวลาบ่ายโมงสิบห้านาที

The final match is on Sunday evening.

ตามกำหนดการ...นัดชิงชนะเลิศจะแข่งกันตอนกลางคืนวันอาทิตย์

The monthly meeting is on Tuesday afternoon.

ตามกำหนดการ...การประชุมประจำเดือนจะมีวันอังคารตอนบ่าย

This TV programme starts at 9 o’clock.

ตามกำหนดการ...รายการโทรทัศน์นี้เริ่มตอน 3 ทุ่ม


 

การใช้ tense เชิงทฤษฎีและเชิงปฏิบัติ

    การใช้ tense จะมีอยู่ 2 ประเภท คือ 1) การใช้ tense เชิงทฤษฎี และ 2) การใช้
tense เชิงปฏิบัติ


1. การใช้ tense เชิงทฤษฎี

    การใช้ tense เชิงทฤษฎี คือ การทดสอบว่าเรามีความรู้เกี่ยวกับ tense มากน้อยเพียง
ใด ตามสถานการณ์ที่ได้รับการกำหนดไว้เป็นการเฉพาะบนหน้ากระดาษข้อสอบ การใช้
tense เชิงทฤษฎีจึงมีกรอบแคบๆตามสถานการณ์ที่ได้รับกำหนดไว้นั้น ผู้ตอบจึงไม่มี
ทางเลือกอื่น นอกจากเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุด ทั้งๆที่ในความเป็นจริง คำตอบที่ถูกอาจจะ
มีมากกว่าหนึ่งคำตอบก็ได้ เช่น

1) The sun………….in the east.

    a) rise     b) rises      c) rose       d) is rising

    เราจะเห็นได้ว่าในบรรดาคำตอบทั้ง 4 ข้อนี้ ทั้งข้อ b), c) และ d) ล้วนแล้วแต่ถูกต้อง
ทั้งสิ้น แต่เนื่องจากนี่คือการวัดผลว่าเรามีความรู้เกี่ยวกับ tense มากน้อยเพียงใดตามสถาน-
การณ์แคบๆที่ถูกกำหนดมานี้ ซึ่งก็คือ พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก (in the east) อัน
เป็นข้อเท็จจริงที่เป็นจริงเสมอ (truth) ดังนั้น คำตอบที่ถูกต้องที่สุดตามกรอบกำหนดนี้จึง
ต้องเป็น present simple เราจึงต้องเลือกข้อ b) rises เท่านั้น

2. การใช้ tense เชิงปฏิบัติ

    การใช้ tense เชิงปฏิบัติจะแตกต่างไปจากสถานการณ์แคบๆที่ถูกกำหนดมาบนหน้า
กระดาษข้อสอบเป็นอย่างยิ่ง เช่น เราอาจกำลังยืนดูพระอาทิตย์ขึ้นในตอนเช้า ดังนั้น
คำตอบที่ถูกต้องที่สุดในสถานการณ์จริงก็คือ is rising หาใช่ rises แต่ประการใดไม่
นั่นคือ คำตอบที่ถูกต้องที่สุดในสถานการณ์จริงนี้ก็คือ The sun is rising. นั่นเอง

    และในสถานการณ์จริงนี้ คำตอบที่สุดก็อาจจะไม่ได้มีเพียงคำตอบเดียวด้วย เช่น เมื่อเรา
เห็น The sun is rising. นี้ เราอยากให้เพื่อนๆของเราได้ร่วมรับรู้ด้วย เราจึงอาจส่งรูป
ภาพพร้อมข้อความไปให้เพื่อนของเราดังนี้ The sun was rising. ซึ่งก็ถือว่าเป็นคำตอบ
ที่ถูกต้องที่สุดตามสถานการณ์ที่เป็นจริงด้วยเช่นกัน

    ดังนั้น การใช้ tense เชิงปฏิบัติหรือการใช้ในสถานการณ์จริง จึงเน้นที่การสื่อความ
หมายให้ผู้อื่นได้เข้าใจเป็นสำคัญ นั่นคือ ถ้าผู้รับสารจากเราเข้าใจสิ่งที่เราพูดหรือเขียน ก็
เท่ากับเราได้บรรลุวัตถุประสงค์ของการใช้ tense แล้ว

กฎการใช้ภาษาอังกฤษในเชิงปฏิบัติ

    การใช้ภาษาอังกฤษในเชิงปฏิบัติมีกฎอยู่ว่า ผู้ใช้จะเป็นผู้ถูกต้องเสมอ ถ้าการใช้นั้นยึด
หลักไวยากรณ์ภาษาอังกฤษหลักใดหลักหนึ่งไว้ ส่วนผู้รับสารจากผู้ใช้มีหน้าที่เพียงประการ
เดียวเท่านั้น คือ ต้องตีความสิ่งที่ผู้ใช้ใช้ให้ออก

    เช่น ในกรณีของการใช้ tense ถ้าผู้ใช้ใช้ว่า The sun is rising. ก็เป็นการใช้ที่ยึด
หลักไวยากรณ์ของ present continuous ไว้ ดังนั้น ผู้รับสารจากผู้ใช้จึงมีหน้าที่ต้องตี
ความให้ออกว่า The sun is rising. หมายถึงอะไร

    และการใช้ตามกฎนี้ก็เป็นการใช้ที่เจ้าของภาษายึดถือกันอยู่นั่นเอง แต่พวกเราไม่เคยรับ
รู้มาก่อน เพราะถูกฝังหัวแต่เรื่องกฎการทำข้อสอบมาโดยตลอด จนไม่กล้านำภาษาอังกฤษ
ที่เรียนมาไปใช้ในชีวิตจริง

การใช้ tense ในเชิงปฏิบัติของเจ้าของภาษา

    เราลองไปดูว่าการใช้ tense ในเชิงปฏิบัตินั้น เจ้าของภาษาเขาใช้กันอย่างไร ดังนี้:

    การใช้ tense ในเชิงทฤษฎี การ ‘เสียชีวิต (pass away, dead, die)’ ได้ถูกกำหนด
ให้ใช้กับ past simple เสมอ เพราะเป็นเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นและได้จบสิ้นไปแล้ว เช่น

    –She passed away.

    –He was dead yesterday.

    แต่การใช้ tense ในเชิงปฏิบัติ นอกจากเจ้าของภาษาจะกล่าวถึงการ ‘เสียชีวิต’ ใน
รูปของ past simple เป็นปกติแล้ว ยังใช้ในรูปของ present simple และ present
perfect ด้วยดังนี้

    a) Philip died from toxic drug mixture. (New York Post)
         ฟิลิปได้เสียชีวิตจากส่วนผสมของสารเสพติดที่เป็นพิษ
   
    ประโยค a) นี้เป็นการใช้ tense ในเชิงทฤษฏีตามปกติ เจ้าของภาษาจึงใช้ die ในรูป
ของ past simple นั่นคือ died

    b) Philip dies. (BBC)
         ฟิลิปเสียชีวิต
   
    ประโยค b) นี้เป็นการใช้ที่แตกต่างออกไปแล้ว ผู้รับสารจึงต้องตีความ โดยตีความได้
ว่า
เจ้าของภาษา (BBC) ต้องการให้ข้อเท็จจริง (fact) จึงใช้การ ‘เสียชีวิต (die)’ ในรูป
ของ present simple นั่นคือ dies

    c) Things to do after your dog has died. (Patricia B. McConnell)            
         สิ่งที่ควรทำหลังจากสุนัขของคุณได้เสียชีวิตไปแล้ว
   
    ประโยค c) นี้ตีความได้ว่าเจ้าของภาษาต้องการเน้นว่าการ ‘เสียชีวิต (die)’ ได้จบสิ้น
ลงก่อนเวลาปัจจุบัน แต่ยังมีผลปรากฏอยู่ในปัจจุบัน
นั่นคือ สุนัขที่ตายไปแล้วนั้น ไม่ได้อยู่
กับเราแล้ว ณ เวลาปัจจุบัน
การใช้ tense จึงออกมาในรูปของ present perfect นั่นคือ
has died

    d) Is there some reason that my coffee isn’t here? Has she died or     
        something? (The Devil Wears Prada)        
          มีคำอธิบายหรือเปล่าที่กาแฟของฉันไม่วางอยู่ตรงนี้? คนชงตายไปแล้วหรืออะไรทำนองนี้ใช่ไหม?


    เช่นเดียวกัน ประโยค d) นี้ตีความได้ว่าเจ้าของภาษาต้องการเน้นว่าการ ‘เสียชีวิต
(die)’ ได้จบสิ้นลงก่อนปัจจุบัน แต่ยังมีผลปรากฏอยู่ในปัจจุบัน
นั่นคือ คนชงกาแฟคงตาย
ไปแล้วมั้ง จึงไม่มีถ้วยกาแฟชงมาวางไว้อย่างที่ควรจะเป็น การใช้ tense จึงออกมาในรูป
ของ present perfect นั่นคือ has died
    อนึ่ง ประโยค d) นี้เป็นการพูดประชดประชันในแบบภาษาอังกฤษ โดยการนำเอา
present perfect มาใช้ให้เป็นประโยชน์ในเชิงปฏิบัตินั่นเอง

    นี่ล่ะครับ...การใช้ภาษาอังกฤษในเชิงปฎิบัติที่ขอให้เรายึดหลักไวยากรณ์หลักใดหลัก
หนึ่งไว้ แล้วการใช้ของเราก็จะถูกต้องเสมอ ไม่มีใครสามารถมาหักล้างได้ นอกจากตีความ
ไปตามที่ใช้มา ดังเจ้าของภาษาได้สำแดงให้ดูเป็นตัวอย่างนี้

    เมื่อเป็นดังนี้ เวลาเราจะใช้ tense ในเชิงปฏิบัติหรือในสถานการณ์จริง เราจึงไม่จำเป็น
ต้องไปกังวลถึงเรื่องความถูกผิดเหมือนกับตอนทำข้อสอบ ขอเพียงให้เราเลือก tense ที่เรา
คิดว่ามีความเหมาะสม
กับสถานการณ์จริงในขณะนั้นขึ้นมาใช้ ก็เป็นอันถูกต้องสมบูรณ์แบบ
แล้วครับ

การตีความของผู้รับสารมีโอกาสเกิดขึ้นเสมอ

    เราได้รู้แล้วว่า การใช้ tense ในเชิงปฏิบัตินั้น ไม่จำเป็นต้องเหมือนกับการใช้ tense ในเชิงทฤษฎีเสมอไป อันขึ้นอยู่กับสถานการณ์การใช้ของผู้ใช้แต่ละคนเป็นตัวกำหนด และ
เราก็ไม่ได้อยู่ในฐานะของผู้ส่งสารหรือผู้ใช้แต่เพียงประการเดียวเท่านั้น แต่อยู่ในฐานะผู้รับ
สารด้วย การตีความการใช้ tense ของเจ้าของภาษาจึงมักเกิดขึ้นเสมอ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยาก
ดังที่ผู้เขียนได้แสดงให้เห็นไว้แล้วข้างต้น

    จำไว้นะครับว่า การเรียนรู้ภาษาอังกฤษนั้น ถ้าเราไม่รู้จักการใช้ในเชิงปฏิบัติ และไม่
รู้จักการตีความ เราก็จะสงสัยอยู่มิวายว่าทำไมเจ้าของภาษาถึงใช้อย่างนั้น ทำให้เราเข้าไม่
ถึงภาษาอังกฤษและไม่สามารถสัมผัสกับอรรถรสทางภาษาของภาษาอังกฤษได้

    และเมื่อใดที่เราเข้าถึงอรรถรสทางภาษาของภาษาอังกฤษได้ เราก็จะตระหนักได้ทันทีว่า
‘ภาษาอังกฤษนั้นสนุกมากๆ’ ไม่แพ้ภาษาไทยของเราเลยทีเดียว เพียงแต่สนุกกันคนละแง่
คนละมุมเท่านั้นเอ


สรุป

    ทั้ง 5 tenses ที่กล่าวมาข้างต้นครอบคลุมช่วงเวลาทั้งเวลาในอดีต, ในปัจจุบัน, ใน
ปัจจุบันที่เป็นผลมาจากอดีต และในอนาคตได้อย่างครบถ้วน ทั้ง 5 tenses จึงเป็น
tenses หลักของการใช้ tenses ในภาษาอังกฤษ ส่วนอีก 7 tenses ที่เหลือเป็นเพียง
องค์ประกอบปลีกย่อยหรือส่วนเติมเต็มของการใช้ tenses เท่านั้น

    ดังนั้น กลเม็ดการใช้ past simple, present simple, present continuous, present perfect และ future simple ข้างต้น จึงมากเพียงพอที่จะทำให้เราเก่งภาษา
อังกฤษได้ในแบบเดียวกับเจ้าของภาษาแล้ว โดยไม่มีความจำเป็นต้องเรียนรู้ทั้ง 12 tenses
พร้อมกันไปในคราวเดียวแต่ประการใด

   ครับ...เราได้รู้เคล็ดลับการใช้ tense ในแบบที่เจ้าของภาษาใช้กัน
แล้ว ดังนั้น พวกเราจงเริ่มลงมือปฏิบัติการการใช้ tense ได้เลยครับ
ให้โลกได้รู้ว่า คนไทยไม่เป็นสองรองใคร (second to none) ใน
เรื่องของภาษาอังกฤษ

                                                                             1  2

  [back to top] or [home]

                           ภาพ animation โฆษณากับเรา
copyright

                                                                                      

                                         

                                                                  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ad_ad1 ad_du2
ad_au3 ad_ad4
ad_au5 ad_au6

ad_au1 ad_au2
ad_au3 ad_au4
ad_au5 ad_au6


ad_ta2_1ad_ta2_2
ad_ta2_3ad_ta2_4




             
click_detail click_detail